ข้อกำหนดและเงื่อนไขการให้บริการ

  1. ผู้ลงผลงานอาจมีการนำเข้าหรือแชร์ลิงค์ออกไปยังเว็บไซต์อื่น หรือแพลตฟอร์มของบุคคลอื่น ในกรณีดังกล่าว หากเกิดปัญหาใดๆ หลังจากการแชร์ลิงค์ออกไปภายนอก จะไม่ถือเป็นความรับผิดชอบของทาง ‘คลังความรู้.com’ ทุกกรณี
  2. เมื่อสมัครสมาชิกเพื่อลงผลงาน หรือใช้บริการ ทางเราอาจขอข้อมูลบางประการจากผู้สมัครโดยผู้สมัครสามารถสร้างข้อมูลสมาชิกต่าง ๆ ได้เอง เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ วัน/เดือน/ปี เกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ที่อยู่ หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาพถ่ายที่ผู้ใช้งานอาจทำการอัพโหลดเข้ามาในระบบ ผู้สมัครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อข้อมูลสมาชิกของที่ตนเองสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ รูปภาพหรือสถานที่ต่าง ๆ ท่านต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความเสี่ยงในการแสดงข้อมูลนั้น ๆ
  3. หากผู้สมัครตัดสินใจเข้าใช้บริการ ‘คลังความรู้.com’ โดยผ่านบริการยืนยันตัวตนของผู้ให้บริการอื่น เช่น ผู้ให้บริการเฟสบุ๊คหรืออีเมล เป็นต้น ทางเราอาจได้รับข้อมูลประวัติหรือข้อมูลอื่นเพิ่มเติมตามที่ผู้ให้บริการรายดังกล่าวแสดงผลและกำหนดไว้
  4. ข้อมูลจากเว็บไซต์และอุปกรณ์เคลื่อนที่อาจมีการบันทึกข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ของเรา เช่น ข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์หรือเว็บบราวเซอร์ของผู้สมัคร รวมถึงไอพีแอดเดรส โดยการดำเนินการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นที่เว็บไซต์ ‘คลังความรู้.com’ หรือบนแพลตฟอร์มบุคคลภายนอกด้วย
  5. ‘คลังความรู้.com’ อาจใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมและควบคุมไว้เพื่อวิเคราะห์ปรับปรุงบริการด้านต่าง ๆ เพื่อให้บริการได้ตรงกับความสนใจของผู้ใช้งาน ดังนั้นจึงอาจมีการติดต่อสมาชิกสำหรับการสื่อสารด้านการตลาดที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทางติดต่อสื่อสารใดๆ ที่ใช้การได้
  6. ข้อมูลที่ ‘คลังความรู้.com’ เก็บรวบรวมจะได้รับการปกป้องโดยขั้นตอนรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมตามสมควร เพื่อป้องกันการเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น ผู้ใช้งานจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามนโยบายที่ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างเคร่งครัด โดยจะไม่กระทำการใดอันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้งานอื่นหรือบุคคลภายนอก ทั้งนี้หาก ‘คลังความรู้.com’ พบการล่วงละเมิดดังกล่าว เราขอสงวนสิทธิในการยกเลิกและปิดกั้นการเข้าใช้ของผู้ใช้งานผู้กระทำการล่วงละเมิดนั้น

    กรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลและช่องทางติดต่อสื่อสารของผู้ใช้งานเสียหายหรือสูญหาย ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งรวมถึง การจารกรรมด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (Hack) หรือวิธีการอื่น ‘คลังความรู้.com’ ขอสงวนสิทธิโดยไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายหรือสูญหายดังกล่าว หรือต่อความเสียหายสืบเนื่องใดๆ ทั้งสิ้น

  7. หลังจากซื้อผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ผลงานชิ้นนั้น ๆ จะถูกเก็บไว้ใน ‘คลัง’ ของผู้ใช้บริการเพื่อให้พร้อมเข้าอ่านได้ตลอดเวลา ผู้ใช้บริการจะสามารถเข้าอ่านได้ตลอดแม้ว่าผลงานชิ้นนั้นจะถูกลบออกจากหน้าเสนอขายไปแล้วก็ตาม
  8. ผู้ลงผลงานมีสิทธิในการอัพเดตและปรับเปลี่ยนเนื้อหาของผลงานที่ถูกซื้อไปแล้วได้ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบจากระบบของเราก่อน
  9. ผู้ใช้บริการไม่มีสิทธินำผลงานที่ซื้อไว้ไปทำซ้ำ หรือเผยแพร่ต่อในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด
  10. ผู้ใช้บริการไม่สามารถขอคืนเงินได้ทุกกรณี หลังจากทำการซื้อไปแล้ว
cover
การศึกษากับการแก้ปัญหาความยากจน
  • 0.0 (0)
  • |
  • ขายได้: 0
ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2540 หรือในช่วงที่เรียกว่ายุคฟองสบู่แตก กระทั่งปัจจุบันได้เกิดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งมวล ธนาคาร บริษัท ห้างร้าน ต่างต้องปิดกิจการเป็นจำนวนมาก นักธุรกิจหลาย ๆ คนต้องสังเวยชีวิตให้กับความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจของประเทศ หลาย ๆ คนต้องล้มละลาย คนวัยทำงานอีกจำนวนมากต้องตกงาน ช่างฝีมือ, แรงงานไร้ฝีมือไม่มีงานทำ ทำให้กำลังซื้อของคนในประเทศลดลง ธุรกิจอื่นๆ อีกหลายประเภทต้องล้มตามเป็นโดมีโน จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ภาวะความยากจนเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงแม้รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจะพยายามหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจนี้ ทั้งการกระจายรายได้ให้แก่ชนบท การกู้เงินจากต่างประเทศ ฯลฯ แต่ทุกอย่างก็ยังต้องอาศัยเวลา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ ปัญหาความยากจนจึงเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม
วงจรแห่งความชั่วร้าย
เมื่อพูดถึงปัญหาความยากจนของประชาชนแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าความยากจนเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา ทั้งในเรื่องการค้ายาเสพติด ธุรกิจผิดกฎหมาย บ่อนการพนัน และรวมไปถึงการค้าประเวณี ซึ่งปัญหาความยากจนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรแห่งความชั่วร้ายของชีวิตมนุษย์และสังคม (VICIOUS CYCLE) อันได้แก่ความยากจน ความไม่รู้และ ความเจ็บป่วย ทั้งนี้ รศ.ดร.อุทัย บุญประเสริฐ (2546 : 1) ได้กล่าวถึงวงจรแห่งความชั่วร้ายนี้ว่า
“วงจรแห่งความชั่วร้ายที่จะกล่าวถึงนี้เป็นตัวแบบ (Model) หรือแบบจำลองแบบหนึ่งที่ให้คำ อธิบายแบบง่าย ๆ ช่วยให้เห็นว่า อะไรคือสิ่งชั่วร้าย สิ่งเลวร้ายที่เป็นมหันตภัยที่แท้จริงในชีวิตของมนุษย์ หากชีวิตของมนุษย์หลงติดกับ ต้องตกเข้าไปในวงจรดังกล่าวแล้ว สภาพชีวิตและความเป็นอยู่จะมีแต่ตกต่ำและเลวร้ายยิ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา วงจรดังกล่าวนี้อาจแสดงเป็นแผนภาพสัมพันธ์แบบง่ายๆ ได้ดังนี้ ”







จากคำอธิบายดังกล่าว รศ.ดร.อุทัย บุญประเสริฐ ยังได้ระบุว่า ความโง่ (Ignorance) หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความจน(Poverty) ความยากไร้ความขาดแคลน การมีไม่เพียงพอและไม่เหมาะสมกับความจำเป็นในชีวิต และความเจ็บป่วย(Sickness) หรือความบกพร่องด้านสุขภาพอนามัยของบุคคล หากเกิดกับผู้ใด หรือสังคมใดแล้ว ย่อมจะมีพลังที่สามารถดึงดูดให้บุคคลนั้นหรือสังคมนั้นประสบแต่ความทุกข์ยาก ตกต่ำยากไร้ยิ่งขึ้นทุกขณะ
ในส่วนของวงจรแห่งความชั่วร้ายนี้ ผศ.ดร.ชนิดา รักษ์พลเมือง (2527 : 58)ได้ระบุว่ามี 4 ประการคือ ความยากจน ความไม่รู้ ความเจ็บป่วย และความเฉื่อย โดยเขียนเป็นวงจร ดังนี้













จากแนวคิดดังกล่าว จะเห็นได้ว่า วงจรแห่งความชั่วร้าย นั้น จะมีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ ความยากจน ความโง่ และความเจ็บป่วย และหากเพิ่มความเฉื่อยชาเข้าไปด้วย จะยิ่งทำให้คนไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้
ในการแก้ปัญหาเพื่อตัดวงจรแห่งความชั่วร้ายนี้ จำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้ง 3 หรือ 4 องค์ประกอบนี้ให้ได้ โดยการตัดวงจรใดวงจรหนึ่ง หรือตัดทั้ง 3 วงจร ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชาติมีความเป็นอยู่ดีขึ้น นั่นคือ ถ้าประชาชนหรือบุคคล มีความรู้ เขาก็จะประกอบสัมมาชีพได้ เมื่อมีอาชีพชีวิตก็จะมีความสมบูรณ์พูนสุข มีปัจจัย 4 ในการดำรงชีพ โอกาสเจ็บไข้ได้ป่วยก็น้อยลง หรือมีโอกาสเข้ารับการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น และถ้ามีความขยันไม่เฉื่อยชา ก็จะยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และเช่นเดียวกัน หากประชาชนไม่ยากจน มีเงินทองเพียงพอต่อการดำรงชีพ เขาก็มีโอกาสที่จะดูแลสุขภาพของตนและครอบครัวให้มีสุขภาพแข็งแรง การทำงานประกอบอาชีพก็จะดีขึ้น และสามารถให้การศึกษาแก่ลูกหรือบุคคลในครอบครัวของเขา รวมทั้งมีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้ให้แก่ตนเองได้ตลอดเวลา ก็จะทำให้ชีวิตมีคุณภาพได้เช่นกัน และการเจ็บป่วยก็เช่นกันหากประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ้บไข้ได้ป่วยเขาก็สามารถประกอบอาชีพได้ ไม่ยากจน และเพิ่มพูนความรู้ได้เช่นที่กล่าวมา
การศึกษากับการแก้ปัญหาวงจรแห่งความชั่วร้าย
จากวงจรแห่งความชั่วร้ายที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าหากรัฐสามารถเข้าไปแก้ไขตัดตอนวงจรแห่งความชั่วร้ายนี้ได้ก็จะทำประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศต่อไป ส่วนวิธีการแก้ปัญหาได้นั้น รัฐสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ดำเนินการอยู่เช่น การกระจายรายได้ให้แก่ชาวชนบทตามโครงการกองทุนหมู่บ้าน การสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือช่วยเหลือด้านสาธารณะสุขเช่นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ที่กล่าวมานี้เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะหากเงินหมดเมื่อใด ประชาชนก็กลับสู่สภาพเดิมคือยากจน ไม่มีอาชีพ หรือไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ แต่สิ่งที่เป็นการแก้ไขวงจรแห่งความชั่วร้ายในระยะยาวนั้น จะต้องใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม
หากถามว่าการศึกษาจะแก้ปัญหาวงจรแห่งความชั่วร้ายได้อย่างไร ก็ขออธิบายให้เห็นภาพได้ดังนี้ว่า เมื่อรัฐให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เช่นการให้การศึกษาในระบบโรงเรียน ก็จะทำให้เยาวชนรุ่นใหม่เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพพร้อมที่จะแข่งขันและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลก ตามเป้าหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เยาวชนเหล่านี้ ก็จะสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ และหลุดพ้นจากความยากจน สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ ส่วนการศึกษานอกระบบ ก็จะสามารถส่งเสริมให้คนทุกรุ่นทุกวัยได้รับการศึกษา และสามารถสืบค้นความรู้ด้วยตนเองอันจะนำไปสู่การพัฒนางานอาชีพของตน ก็จะขจัดความไม่รู้เท่าทันสังคมโลก รู้จักปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานและพัฒนางานของตนให้ดีขึ้น เมื่องานดีขึ้นก็ย่อมจะนำไปสู่การหลุดพ้นจากความยากจนได้นั่นเอง
ในด้านความเจ็บป่วยนั้น การศึกษาก็ย่อมช่วยให้คนสามารถเรียนรู้ ถึงการดูแลสุขภาพอนามัยของตน ทำให้ตนเองมีสุขภาพแข็งแรง รู้จักระมัดระวังรับประทานอาหาร การป้องกันโรคอย่างถูกวิธี หรือการรับรู้ถึงโรคระบาดใหม่ๆ ที่จะเข้ามามีผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา พ.ศ. 2521 หรือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ก็จะสอดแทรกเรื่องสุขภาพอนามัยไว้ทั้งสิ้นโดยอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา นอกจากนั้นในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับเปลี่ยนแนวการให้บริการด้านสาธารณสุขที่เดิมเคยเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวคือมุ่งเน้นการรักษาประชาชน เป็นนโยบายเป็นการรุกบ้าง คือ มีการเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการสาธารณสุขแก่ประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษา โดยเฉพาะมีการจัดโครงการร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ในการการเสริมสร้างความรู้ให้แก่นักเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้มีความรู้ความเข้าใจ ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย
ในด้านความยากจนนั้น การศึกษาก็จะมีบทบาททำให้คนได้เรียนรู้ที่จะประกอบอาชีพ มีความรู้ในการทำงานหารายได้ เมื่อมีรายได้ ก็จะสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้
การศึกษากับการแก้ปัญหาความยากจน
เมื่อกล่าวถึงความยากจน เรามักจะเข้าใจว่าหมายถึงคนที่ไม่มีเงิน แต่ถ้าถามคนทั่วๆ ไปว่าเขารวยมั้ย ก็ไม่ค่อยมีใครบอกว่ารวยสักคน จะบอกว่าเขาพออยู่ได้ หรือบอกว่าเขาจนอยู่ แต่ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า คนที่ไม่รู้จักพอคือคนจน คือเขาจะต้องขวนขวายหาเงิน หรือทรัพย์เพิ่มเติมต่อไปไม่หยุด แต่คนรวยคือคนที่รู้จักพอ ถึงแม้จะเป็นคนที่มีทรัพย์สินไม่มากก็ตาม คือ พอกินพอใช้ตามอัตภาพของตน ซึ่งตรงกับแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มุ่งให้ประชาชนรู้จัก “พอ” ก็จะอยู่ในสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ ตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง
บทสรุป
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการนำการศึกษามาใช้ในการแก้ปัญหาความยากจนนั้นสามารถทำได้ ซึ่งหากมองเพียงผิวเผินก็จะเห็นว่านำการศึกษาไปใช้ในการสอนเยาวชนให้มีความรู้เพื่อให้อีก 10 – 20 ปี ข้างหน้าเยาวชนเหล่านี้จะมีงานทำและไม่ยากจน หรือการจัดอบรมอาชีพระยะสั้นเหมือนกับที่ กทม.ได้ดำเนินการอยู่เช่นเดียวกับ “ลุงขาวไขอาชีพ” ซึ่งก็จะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง และเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่หากรัฐบาลจะให้การศึกษาเกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ปัญหาความยากจนแล้วก็ควรทำตามแนวโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ก็จะประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง นั่นคือ รัฐสามารถระดมนักวิชาการจากหน่วยงานของรัฐมาร่วมกันแก้ปัญหาและสามารถดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบครบวงจร มิใช่มอบหมายให้กระทรวงแรงงานดำเนินการจัดหางานให้ประชาชนเท่านั้นซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
ที่สำคัญเรา ในฐานะที่เราเป็น ครู เราสามารถช่วยเหลือให้ลูกศิษย์มีความรู้ และนำความรู้ไปต่อสู้วงจรแห่งความชั่วร้ายได้ รวมทั้งหากเราสามารถเผื่อแผ่ให้ความรู้กับผู้ปกครองและชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงเรียนเพื่อยกระดับสังคมและท้องถิ่นชุมชนด้วยแล้ว เราก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็น ครู อย่างสมบูรณ์ และตอบแทนคุณแก่ประเทศชาติ สมกับการเป็นข้าราชการอย่างแท้จริง



**********************
  • 0
  • 0
  • 0
  • 1 ปีที่ผ่านมา

รูปแบบ และแนวทางการลงผลงาน

รูปแบบการลงผลงาน

การลงผลงานให้อ่านใน ‘คลังความรู้.com’ จะแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบโดยผู้ลงผลงานสามารถเลือกได้เองอย่างอิสระ ดังนี้

รูปแบบที่ 1: เปิดให้บุคคลทั่วไปอ่านฟรี

ผู้ลงผลงานสามารถเปิดให้ผู้ที่ต้องการศึกษาเข้าอ่านได้ฟรี เพื่อเป็นการทดลองอ่านหรือโฆษณาผลงานชุดนั้นๆ โดยที่ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้อง Login ก็สามารถเข้าอ่านได้ ขึ้นอยู่กับผู้ลงผลงานว่ามีความประสงค์ให้อ่านฟรีมากเท่าใด อาจเป็นบางส่วนหรือทั้งชุด สิทธิ์ในการตัดสินใจเป็นของผู้ลงผลงานทั้งสิ้น อีกทั้งผู้ลงผลงานสามารถนำผลงานไปโปรโมท หรือเผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

รูปแบบที่ 2: เปิดให้สมาชิกเท่านั้นที่อ่านฟรีได้

ผู้ลงผลงานสามารถติดไอคอน ‘เหรียญเงิน’ ในผลงานที่ผู้ลงผลงานต้องการสงวนไว้ให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่อ่านได้ ไอคอนเหรียญเงินที่ว่านี้จะทำให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของผลงานของท่าน และเหรียญเงินแต่ละดอกจะมีผลต่อการจัดอันดับ Top 10 ผลงานในแต่ละหมวดหมู่อีกด้วย

รูปแบบที่ 3: เปิดให้ผู้สนับสนุนเท่านั้นที่อ่านได้

ในกรณีที่ผู้ลงผลงานต้องการสร้างรายได้จากผลงานของท่าน ท่านสามารถเลือกที่จะติด ‘เหรียญทอง’ ในผลงานของท่านได้ โดยที่เหรียญเหล่านี้ ผู้ใช้บริการที่ต้องการจะสนับสนุนจะใช้เงินซื้อมาเพื่อแลกกับการอ่านผลงานของท่าน (ตามราคาที่ผู้ลงผลงานตั้งไว้ในแต่ละคอนเทนต์)

รูปแบบที่ 4: เปิดกว้างให้ทั้งสมาชิกและผู้สนับสนุนอ่านได้ทั้งคู่

ผู้ลงผลงานสามารถเลือกติดเหรียญเงินและเหรียญไปพร้อม ๆ กันได้ นั่นหมายความว่า ท่านยินดีที่จะให้สมาชิกอ่านฟรีและเปิดกว้างสำหรับผู้ที่พร้อมจะสนับสนุนไปด้วย ซึ่งวิธีนี้ก็จะดีมากสำหรับการโฆษณางานของตัวผู้ลงผลงานเองให้เป็นที่รู้จัก ผลงานของคุณจะไม่พลาดการจัดอันดับ Top 10 จากเหรียญเงินอีกทั้งยังสามารถได้รับการสนับสนุนจากผู้ใช้บริการในรูปแบบของเหรียญทองอีกด้วย

แนวทางการลงผลงาน

ข้อห้ามเกี่ยวกับผลงานที่นำมาลง

** ‘คลังความรู้.com’ ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับระดับการแสดงผลงาน หรือระงับการให้บริการผลงานแก่ผู้ลงผลงานที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยไม่มีการแจ้งหรือขออนุญาตล่วงหน้า
*** หากเกิดการฟ้องร้องใดๆ เกี่ยวกับผลงานของผู้ลงผลงาน ทาง ‘คลังความรู้.com’ จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี เนื่องจาก ‘คลังความรู้.com’ เป็นพื้นที่ที่ใช้ลงผลงานเท่านั้น